วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

การตอบข้อสัมภาษณ์


การสัมภาษณ์เป็นขั้นตอนการจ้างงานที่อาจถือได้ว่ามีความสำคัญที่สุดก็ว่าได้ คงจะไม่มีหน่วยงานใด ไม่ว่าจะหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่ตกลง ใจจ้างคนเข้าทำงาน โดยไม่ผ่านขบวนการสัมภาษณ์ผู้สมัครงานเป็นแน่ เพราะข้อมูลคุณสมบัติเบื้องต้นไม่ว่าจะเป็นคุณวุฒิ ประสบการณ์ ความสามารถ ฯลฯ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ยังเป็นข้อมูลที่ไม่เพียงพอ จึงต้องมีการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้มากที่สุด เพื่อผู้สัมภาษณ์จะได้นำข้อมูลต่าง ๆ เหล่า นั้นนำมาใช้ในการ "ทำนาย" ว่าถ้าเลือกคนนี้เข้าทำงาน เขาจะ เหมาะสมกับหน่วยงานและงานที่เขาจะต้องทำหรือไม่ และเขาน่าจะทำงานนั้น ได้ดีกว่าคนอื่น ๆ หรือไม่
หัวข้อต่าง ๆ ที่ผู้สัมภาษณ์มักจะสัมภาษณ์ผู้สมัครงาน มีดังนี้


1. ชีวประวัติเบื้องต้น (Family / Early background)
บางครั้งผู้สมัครก็งงหรือทำอะไรไม่ถูก เมื่อต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับชีวประวัติเบื้องต้น และไม่รู้ว่าจะตอบคำถามประเภทนี้อย่างไรจึงจะจัดว่า ตรงประเด็นและถูกต้อง ที่จริงแล้วที่ผู้สัมภาษณ์ถามคำถามเหล่านี้ก็เพื่อตรวจสอบดูว่า ผู้สมัครทำตัวอย่างไรในขณะที่มีเวลาและโอกาสแตกต่างกัน เช่น ผู้สมัครทั้งสองอาจสอบได้คะแนนดีทั้งคู่ แต่เวลาและโอกาสอาจจะมีไม่เท่ากัน เป็นต้นว่า คนแรกอาจจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี มีผู้ปกครองคอยช่วยเหลือ และส่งเสริมให้มีโอกาสศึกษาหาความรู้อย่างเต็มที่ และถึงจะพลาดงานนี้ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องสถานภาพทางด้านการเงิน จึงอาจไม่ค่อยกระตือรือร้น แต่ในทาง กลับกัน ผู้สมัครคนที่สองมีโอกาสและเวลาศึกษาน้อยเพราะมาจากครอบครัวที่ยากจน และต้องคอยช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานเลี้ยงชีพ แต่มีความตั้งใจจริงและ อยากได้งานทำ เพราะต้องการแบ่งเบาภาระของบุพการี ในลักษณะเช่นนี้ ผู้สัมภาษณ์ก็อาจจะให้คะแนนผู้สมัครคนที่สองมากกว่า เพราะมีความกระตือรือร้น และตั้งใจจริงมากกว่า ถึงแม้จะเรียนดีด้วยกันทั้งคู่ แต่องค์ประกอบอื่น ๆ ก็นับเป็นตัวแปรที่สำคัญอีกด้วย

2. การศึกษาและการฝึกงาน (Education and Training)
คำถามลักษณะนี้จะมุ่งไปยังการหาข้อมูลอันเกี่ยวกับการเรียนและคะแนนที่ผู้สมัคร ได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้สมัครไม่มีประสบการณ์ การทำงานมาก่อนเลย หรือมี บ้างนิดหน่อยผู้สัมภาษณ์ก็จะเน้นไปยังจุดนี้ และนอกจากนี้ก็อาจจะรวมคำถามเกี่ยวกับ กิจกรรมนอกหลักสูตร (Extra-Curricular Activities) เข้าไว้ด้วย เช่น การเป็นสมาชิก ของชมรมต่าง ๆ ระหว่าง เรียน เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้สัมภาษณ์ทำการประเมิน ผลการให้ คะแนนได้ง่ายขึ้น เพราะ พอจะ มองออกว่าผู้สมัครเป็นคนเช่นไร

3. ประสบการณ์ในการทำงาน (Work Experience)
ที่จริงแล้วในจดหมายสมัครงาน (Application Letter) และประวัติย่อ (Resume) ก็จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับประวัติการทำงานอยู่แล้ว เช่น เคยทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร และอยู่ ในตำแหน่งนั้นนานเท่าไร เหล่านี้เป็นต้น แต่ที่ต้องถามลึกลงไปอีก ก็เพื่อตรวจสอบดูรายละเอียดอื่น ๆ เป็นต้นว่า ความ สามารถในการทำงานเป็นอย่างไร การทำตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างไร และทำไมจึงออกจากงานที่ว่านี้ นอกจากนี้ก็เพื่อเป็นการ ทดสอบดูว่าผู้สมัครจะ ตอบคำถามตรงกับข้อมูลที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ในจดหมายสมัครงานและประวัติย่อหรือไม่ งานประเภทใดที่เหมาะสมกับผู้สมัครนี้ หรือ เขาชอบงานประเภทใด ถึงแม้ว่าคำถามนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับนักศึกษาจบใหม่ แต่นักศึกษาจบใหม่บางรายก็มีประสบการณ์ในการทำงานนอกเวลา (Part-time) มาก่อนก็มี แต่ก็จะถามได้ไม่ละเอียดเหมือนกับผู้ที่เคยทำงานเต็มเวลา (Full-time) มาก่อนอยู่ดีนั่นเอง

4. สิ่งกระตุ้นและแรงดลใจ (Motivation and Aspirations)
ผู้สัมภาษณ์อาจต้องการตรวจสอบสิ่งกระตุ้นใจ และความกระตือรือร้นของผู้สมัครว่าสนใจงานประเภทใดเป็นพิเศษ ซึ่งก็อาจจะถามคำถาม ประเภท นี้
1) Why have you decided to apply for this job?
2) Where do you see yourself in five years time?
3) What would you do if you inherited a large sum of money?
คำถามในลักษณะนี้ ผู้สัมภาษณ์สามารถตรวจอสอบได้ว่าผู้สมัครมีความทะเยอทะยานสูงเกินไปหรือต่ำเกินไป และความทะเยอทะยานของผู้สมัครนั้นมี ทางเป็นไปได้หรือไม่หรือเป็นแค่เพียงความฝันเท่านั้น

5. ความสนใจยามว่าง / งานอดิเรก (Leisure interests)
คำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคำถามแบบกว้าง ๆ เช่น
1) How do you spend your spare time?
2) Do you have any hobbies?
คำถามประเภทนี้ จะช่วยให้ผู้สัมภาษณ์ตรวจสอบได้ว่าผู้สมัครมีความสามารถในการแสดงออกอย่างไร มีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่ ทั้งยังเป็น การตรวจสอบดูว่า งานอดิเรกของผู้สมัครมีผลดีต่องานที่เขาสมัครนั้นอย่างไร เช่น ถ้าชอบท่องเที่ยวก็เหมาะกับงานประเภททัวร์ หรือเป็นมัคคุเทศก์ เป็นต้น

6. ความชำนาญพิเศษ (Specialist and technical matters)
งานประเภทที่ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ เช่น ทางด้านวิทยาศาสตร์ หรืองานประเภทวิชาชีพต่างๆ ซึ่งในการทดสอบผู้สมัครนั้น นอกจากจะให้ผู้ สมัครทำข้อสอบแล้ว ผู้สัมภาษณ์อาจจะต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมนอกจากการทำข้อสอบที่เป็นข้อเขียนแต่เพียงอย่างเดียว โดยเรียกเข้ารับการสอบสัมภาษณ์ อีกครั้งหนึ่ง ก่อนตัดสินใจรับผู้ใดผู้หนึ่งเข้าทำงาน และการให้มีการสอบสัมภาษณ์ด้วยนี้ยังจะสามารถทดสอบได้ว่า ผู้สมัครมีความฉับไวในการตอบข้อซัก ถามได้ดีเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วนเขาจะแก้สถานการณ์เฉพาะ หน้าได้ดีเพียงใด เป็นต้น

7. สุขภาพ (Health)
โดยมากเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพนี้ ผู้สัมภาษณ์สามารถดูได้จากใบรับรองแพทย์ (Medical Certificate) ที่แนบมานั้นแล้ว แต่ที่ต้องถามเกี่ยวกับ เรื่องสุขภาพอีกก็เพราะว่างานบางอย่างก็ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพเป็นพิเศษ แต่ถึงอย่างไร ผู้สัมภาษณ์ที่ไม่ใช่แพทย์ก็ไม่ควรที่จะออกคำ วินิจฉัยเกี่ยวกับตัวผู้สมัครเสียเองว่า มีความเหมาะสมกับงานหรือไม่


แนวทางการตอบข้อสัมภาษณ์งาน

หลังจากที่ได้ทราบแนวถามมาคร่าว ๆ แล้ว ผู้สมัครก็ควรศึกษาแนวตอบด้วยว่า ในเมื่อต้องเผชิญกับคำถามประเภทนี้ จะต้องตอบในลักษณะใดจึงจะ เหมาะสมและมีน้ำหนักพอที่จะทำให้เรามีความโดเด่นกว่า ผู้สมัครรายอื่น ๆ ได้
1. ชีวประวัติเบื้องต้น (Family / Early background) ความจริงแล้วคำถามเกี่ยวกับชีวประวัติเบื้องต้นนี้ เป็นคำถามประเภทตรงไปตรงมา สามารถคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ และยังง่ายต่อการตอบอีกด้วย แต่ ผู้สมัครบางท่านก็อายไม่กล้าที่จะเปิดเผยพื้นเพครอบครัวของตนเอง เพราะเกรงว่าจะถูกหัวเราะเยาะ ที่จริงแล้วผู้สมัครไม่ควรอายที่ตอบ หรือพยายามปกปิด ข้อเท็จจริง และที่สำคัญคือไม่ควรพูดเท็จ ควรตอบตามความเป็นจริง ผู้สัมภาษณ์เองก็จะได้ทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ประเมินคุณสมบัติของ ผู้สมัคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้สมัครทั้งสองคนมีคุณสมบัติ และความสามารถทัดเทียมกัน แต่มาจากพื้นเพที่แตกต่างกัน
2. การศึกษาและการฝึกงาน (Education and Training) ในทำนองเดียวกันคำถามเกี่ยวกับการศึกษาและการฝึกงานก็ง่ายต่อการตอบเช่นกัน นอกเสียจากว่าผู้สมัครไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าก็ดูจะเป็นการ ยากพอสมควร ในกรณีที่ผู้สมัครทำคะแนนได้ไม่ดี ผู้สัมภาษณ์ก็อาจจะถามถึงสาเหตุที่ทำให้เขาได้คะแนนได้ไม่ดีนั้น แต่ผู้สมัครก็ไม่ควรจะแก้ตัวไปเสียทุก กรณีไป ควรยอมรับในจุดด้อยของตนเองบ้าง ความจริงแล้ว ผู้สัมภาษณ์อาจไม่ต้องการถามลึกไปถึงเหตุผลของการทำคะแนนได้ดีหรือไม่ดี แต่ที่ถามเพราะเขาอาจต้องการที่จะทดสอบว่า ผู้สมัครมีความสามารถในการแสดงออกได้ดีแค่ไหนเพียงใด เมื่อต้องเผชิญกับคำถามในลักษณะนี้
3. ประสบการณ์ในการทำงาน (Work Experience) คำตอบที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับประสบการณ์ในการทำงานก็คือ
1) เหตุผลที่ออกจากงานเก่า
2) ทำไมจึงต้องการทำงานที่นี้
3) เคยทำงานอะไร ในตำแหน่งใด เป็นงานที่มีส่วนช่วยส่งเสริมงานที่สมัครนี้หรือไม่
4) เคยประสบความสำเร็จในการทำงานประเภทใดมาก่อนบ้างหรือไม่
5) เคยมีปัญหาอะไรบ้าง และแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร
6) เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดีหรือไม่เพียงใด
แนวตอบสำหรับข้อที่ 1 และ 2 ก็เห็นจะได้แก่ เพื่อต้องการเพิ่มประสบการณ์ หาความก้าวหน้า หรืองานที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นและท้าทายกว่านี้ หรือไม่ก็บริษัทที่สมัครนี้มีชื่อเสียงดี รวมทั้งให้สวัสดิการดี
4. สิ่งกระตุ้นและแรงดลใจ (Motivation and Aspirations) ผู้สมัครควรรู้ตัวเองว่า เราต้องการทำอะไรในขณะนี้ มีแผนการอะไรบ้าง และในอนาคตมีแผนการอะไร ไม่ควรตอบว่า ยังไม่มีแผนการที่แน่นอน เพราะจะทำให้ดูเหมือนว่ายังเป็นคนหลักลอยและไม่มีการวางแผนที่แน่นอน ควรแสดงความกระตือรือร้นและความทะเยอทะยานแต่พอดี กล่าวคือ ไม่มากเกินไป และน้อยเกินไปจนดูแทบไม่มีความกระตือรือร้นอยู่เลย อย่างไร ก็ตาม ผู้สมัครไม่ควรแสดงออกถึงความเป็นผู้มีความทะเยอทะยานจนเกินไป เพราะจะทำให้พลาดโอกาสได้ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้สัมภาษณ์อาจมองว่า ผู้สมัครมีความทะเยอทะยานมาก จึงอาจไม่ค่อยจะพอใจกับอะไรได้ง่าย ๆ และอาจจะอยู่ทำงานได้ไม่นานก็ออกไปหางานใหม่ทำ ซึ่งจะทำให้บริษัทเสียเงิน และเสียเวลาในกาคัดเลือกผู้สมัครประเภทนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์

คำถาม "Are you willing to move to another part of the country if the company wants you to?" ก็ไม่ควรด่วนตัดสินใจปฏิเสธ ควรคิดดูให้รอบคอบเสียก่อนและอย่าลืมว่าการได้ออกไปอยู่ต่างจังหวัดจะทำให้เราเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ได้รับ ประสบการณ์เพิ่มขึ้น และแสดงให้เห็นว่าเรามีความต้องการทำงานจริง ๆ เพราะฉะนั้นผู้สมัครก็ควรเตรียมตัวให้พร้อมว่า เราสามารถปฏิบัติ ตามนั้นได้หรือไม่
5. ความสนใจยามว่าง / งานอดิเรก (Leisure Interests) ในการตอบคำถามเกี่ยวกับความสนใจยามว่าง ระวังอย่าพูดเท็จ เช่น ถ้าถูกถามว่า "I see you like reading. What was the last book you read?" ถ้าหากการอ่านหนังสือมิใช่ความสนใจของตนเองแล้ว ก็อย่าตอบเพียงเพื่อเอาใจผู้สัมภาษณ์เป็นอันขาด ดังนั้นถ้าจะบอกว่างานอดิเรกของเราคือ อะไรแล้วก็ต้องมีความมั่นใจว่า เราทำในสิ่งนั้นบ่อยๆ จนเป็นนิสัย และสามารถพูดคุยให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานอดิเรกประเภทนั้นได้เป็นอย่างดี เช่น ถ้าตอบว่า ชอบเล่นเทนนิส แต่ภายใน 1 ปี อาจไปเล่นเพียงครั้งเดียวหรือไม่ก็นานปีจะเล่นสักครั้งหนึ่ง อย่างนี้ไม่ควรจัดว่าเป็นงานอดิเรก เพราะระยะเวลา นานเกินไปไม่ได้ทำอย่างสม่ำเสมอ อย่าลืมว่า ถ้าเราไม่สามารถพูดคุยหรือให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานอดิเรกประเภทที่เอ่ยถึงได้แล้ว จะทำให้เราเสียเครดิต ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้สัมภาษณ์ หมดความเชื่อถือในตัวเราเกือบทุกๆ เรื่องที่เราตอบไปแล้วก็ได้
6. เรื่องทั่วๆ ไป (General Topics) ควรฝึกให้มีนิสัยรักการอ่านหนังสือพิมพ์ และติดตามความเคลื่อนไหวในเหตุการณ์รอบๆ ตัวเราโดยผ่านสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควร ติดตามความเคลื่อนไหว และกิจการของบริษัท หรือหน่วยงานที่เราต้องการสมัครเข้าเป็น พนักงานนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
7. สุขภาพ (Health) ในเรื่องสุขภาพนี้ ก็คงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากเพียงแต่ตอบไปตามความจริง และควรพิจารณา ดูว่าสุขภาพของเราเป็นอย่างไร เป็นอุปสรรคต่อ งานที่จะทำหรือเปล่า และงานนั้นระบุคุณสมบัติของผู้สมัคร ไว้อย่างไร เราย่อมรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้ว ความจริงแล้ว เราไม่สามารถเดาใจผู้สัมภาษณ์ได้ 100% ว่าเขาจะถามเราอย่างไร เพราะเขามีสิทธิ์ เลือกถามได้ทั่วไป ผู้สมัครได้แต่เพียงเตรียมตัว ไว้ล่วงหน้าสำหรับคำถาม หลักเท่านั้น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือผู้ สมัครไม่ควรแสดงอาการตื่นเต้นเมื่อเจอคำถามที่ไม่ได้ คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ควรอยู่ในอาการสงบ และตั้งใจ ตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถ้าไม่เข้าใจคำถามก็อย่าพยายามดันทุรังตอบ ควรจะถามผู้สัมภาษณ์ตรงๆ หรือถามให้แน่ใจเสีย ก่อนอย่าเดาสุ่ม เพราะเขาอาจจะไม่ได้หมายถึง อย่างที่เราเดาไว้ก็ได้ เมื่อไม่เข้าใจก็ควรบอกผู้สัมภาษณ์ตาม ตรงว่า "ดิฉันไม่ค่อยเข้าใจความหมาย หรือ ดิฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าดิฉันจะเข้าใจคำถาม"
นอกจากเรื่อง การเตรียมตัวทางด้านคำถามคำตอบแล้วยังมีในเรื่อง
- การแต่งกาย
- การปรากฏกาย
- พฤติกรรมระหว่างการสัมภาษณ์
- พฤติกรรมหลังสัมภาษณ์ ฯลฯ
หวังว่าที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าคุณลองทำตามคำแนะนำเป็นข้อๆ ไป คุณจะรู้สึกว่าการหางานไม่ยากเหมือนคิดและโอกาสที่เขาจะรับคุณนั้นมีมากยิ่งขึ้น เพราะการสมัครงานของคุณได้ทำอย่างมีแผน และเตรียมความพร้อมในการสมัครงานไว้อย่างดี คุณจึงเป็นผู้หนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการหางานนั่นเอง


แหล่งอ้างอิง : ลำดวน จาดใจดี, การสมัครงานและสอบสัมภาษณ์. กรุงเทพมหานคร : ห.จ.ก. ไทยเจริญการพิมพ์, 2539

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

10 คำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิต



10 คำถาม ที่เค้านิยมจะถามกัน โดยมากที่คุณ ควรจะเตรียมพร้อม เพราะอย่างน้อย ถ้าไม่ได้ คำถามอื่น ก็ยังพอมีคำถามที่เราตอบแล้ว ฟังดูเข้าท่าเข้าทางบ้าง ฉะนั้นคำถามที่คุณ ควรจะรู้ มีดังต่อไปนี้

1. ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่นี่ การที่จะทำงานทีไหนก็ตาม ผู้สัมภาษณ์จะต้องถามความเป็นมา ว่าทำไม คุณต้องการ ที่จะทำงาน ในบริษัทของเค้า และคำถามนี้ก็เป็น สิ่งที่คุณควร ทราบ และคุณก็ควรจะรู้ถึงเหตุผลของคุณอย่างแท้จริง ไม่ไช่ตอบไปสุ่มสี่สุ่มห้า เช่นคุณอาจจะตอบว่า"ดิฉันมีความสนใจในระบบการทำงานของที่นี่มาก และก็ทราบมาว่า ทางบริษัท ได้เปิดโอกาสให้พนักงานทุกคน ได้แสดงความสามารถ ได้อย่างเต็มที่ค่ะ และดิฉันยังทราบมาอีกว่า ที่บริษัทรับฟังข้อเสนอ ของพนักงานทุกคน และ พร้อมจะแก้ไขถ้าข้อเสนอนั้น จะสามารถ พัฒนา ให้บริษัทให้มีความมั่นคง และหน้าเชื่อถือยิ่งขึ้นค่ะ"


2.ทำไมคุณถึงออกจากงานที่เคยทำอยู่ คำถามนี้จะง่ายมาก สำหรับน้อง ๆ ที่ยังไม่เคยทำงานมาก่อน แต่จะเป็นคำถาม ที่ยากมาก สำหรับคนที่เคย มีประสบการณ์ ในการทำงานมาแล้ว และเป็น คำถามที่ตรงประเด็น มากเลยทีเดียว เพราะหากคุณพอใจ ต่องานที่ทำอยู่ คุณคงไม่ต้องหางานใหม่ ทำหรอกจริงไหมล่ะ คำถามนี้จึงเป็นคำถาม ที่คุณ ต้องเตรียมตัวอย่างมาก เลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น"ผมอยากจะเรียนรู้ถึงงานสายใหม่ ที่น่าจะเหมาะสมกับตัวผม มากกว่า ที่ผม เคยทำอยู่ครับ และผมคิดว่างานที่นี้ เหมาะสมกับผม และผม พร้อมที่จะทำงาน ตรงนี้มากที่สุด"และที่สำคัญ คุณห้ามนำข้อเสีย ที่คุณได้รู้จาก บริษัทเก่า มาพูดเด็ดขาด เพราะสิ่งนั้น อาจทำให้คะแนน แห่งความเชื่อถือ ของคุณ ลดลงก็ได้


3.ลองเล่าประวัติของคุณแบบย่อ ๆ การที่จะทำงานร่วมกันได้นั้น สิ่งที่สำคัญ ก็จะเป็นเรื่อง ข้อมูลส่วนตัว ประวัติ ความเป็นมา เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถบ่งบอกถึง นิสัยใจคอของคุณได้ และ สามารถบอกถึง ความเหมาะสม กับงานด้านนี้ของคุณ ในการตอบคำถาม จึงควรอยู่ในแง่ของ การทำงาน บุคลิกภาพส่วนตัว และแง่คิดของชีวิต บ้างนิดหน่อย คุณไม่ควรจะเล่าประวัติชีวิตของคุณให้มากเกินไป เพราะการพูดมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดผลเสียแก่ตัวคุณเอง เช่น" ผมเป็นคนเคารพเวลา ไม่ชอบให้ใครรอ เพราะฉะนั้นเวลาในการ ทำงานของผม จะตรงต่อเวลาเสมอ แต่ผมก็มีข้อเสียนะครับ คือเวลา ที่ผมรอใคร แล้วคนคนนั้น ไม่มาสักที ผมก็มักจะควบคุมอารมณ์ ของตัวเอง ไม่ค่อยได้ทั้ง ๆ ที่เหตุผลของเค้า เป็นเหตุผลที่น่าฟังมาก ก็ตาม และตอนนี้ผมกำลังหาวิธี เพื่อแก้ไข ข้อบกพร่องของผมอยู่ครับ"


4.คุณคิดจะทำอะไรให้กับบริษัทมากที่สุด คำถามนี้จะทำให้คุณบอกถึง ความสามารถของคุณ ที่จะทำให้กับบริษัท ได้มากน้อยแค่ไหน ในการบอกถึงคุณสมบัติ ที่คุณสามารถทำได้นั้น ไม่ถือว่า เป็นการโอ้อวดว่า คุณเก่งแต่อย่างไร แต่สิ่งที่คุณพูดนั้น จะสามารถสร้าง น้ำหนัก ในการตอบคำถามให้แก่คุณได้

5.จะมีปัญหาอะไรไหมหากต้องทำงานล่วงเวลา เจอคำถามนี้เข้า ก็ทำให้อึ้งเอาการ อยู่ทีเดียว ก็แหมใครอยากจะไป ทำงาน ล่วงเวลา หากไม่ได้ อะไรตอบแทนบ้างเลย ฉะนั้นในการตอบคำถามนี้ คุณควรจะกล่าวถึง ความพร้อมเสมอ ในการทำงานล่วงเวลา ถึงแม้ว่า ค่าตอบแทน อาจจะน้อยมาก หรือในการทำงานล่วงเวลา จะไปตรงกับ ตารางนัดสำคัญ กับคนพิเศษของคุณก็ตาม"เพื่อให้งานประสบความสำเร็จ ผมก็พร้อมจะทำงาน ล่วงเวลาเสมอ"


6.เรื่องทั่ว ๆ ไป ในการสัมภาษณ์คุณอาจจะต้องพูดถึง เรื่องปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ข่าวทาง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และค่านิยม ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น เป็นข่าว หนังสือพิมพ์ คำถามนี้จะแสดงให้เห็นว่า คุณให้ความสนใจกับข่าวสาร บ้านเมือง ไม่เป็นคนที่ตกข่าว สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง ที่เกี่ยวกับ เหตุการณ์ปัจจุบัน การทราบข้อมูลเหล่านี้ อาจทำให้คะแนน การสัมภาษณ์ ของคุณ เพิ่มขึ้นมาก็ได้


7.ความใฝ่ฝันและโครงการในอนาคต เป็นการพิจารณาถึง ความเอาจริงเอาจังของคุณ เพราะหากคุณสามารถบอกถึง ทิศทางในอนาคตได้ นั่นก็แสดงว่าคุณสามารถรับผิดชอบ ในงานที่ได้รับ มอบหมายอย่างดีทีเดียว ก็ขนาดอนาคตที่ไม่มีใคร สามารถรู้ได้ คุณยัง วางแผนสู่อนาคต ได้อย่างเป็นระบบ นั่นก็หมายถึงว่า คุณไม่ได้มีความคิด ย่ำอยู่กับที่จริงไหม


8. คุณมีงานอดิเรกอะไรไหม คำถามในข้อนี้จะเจาะประเด็นว่า คุณรู้จักแบ่งเวลาของคุณ ให้เกิดประโยชน์ มากน้อยแค่ไหน และแสดงให้เห็นถึง บุคลิกของคุณว่า คุณเป็นคนอย่างไร ร่าเริง เปิดเผย หรือเก็บตัว เช่น ถ้าคุณตอบว่า คุณชอบอ่านหนังสือ คุณอาจจะ ถูกถาม ต่อว่า หนังสือเล่มล่าสุดที่คุณอ่าน คือเรื่องอะไร และอาจให้คุณวิจารณ์ ถึงหนังสือเล่มนั้น ในการถามคำถามนี้ ยังสามารถได้รู้ถึง ความละเอียด อ่อนของคุณ การรู้จักสังเกต การมีปฏิภาณไหวพริบ กระทั่ง การใช้ชีวิต ร่วมกับคนอื่น ๆ อีกด้วย


9. คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่ เป็นเรื่องที่ยากมาก ในการตอบคำถามนี้ ถ้าหากว่า งานที่คุณไปสมัคร ระบุ เงินเดือนไว้แล้ว ก็เกิดความสบายใจหน่อย แต่ถ้าไม่ได้ระบุถึง อัตรา ค่าจ้างเลย ก็แย่หน่อย ทางที่ดีคุณควรตอบ ตามอัตราเงินเดือน ที่คนทั่วไป ได้รับกัน เช่น อาจจะถามเพื่อน ที่ทำงาน เหมือนกับตำแหน่ง ที่คุณสมัคร หรือตอบตาม เงินเดือนราชการ ที่คุณทราบก็ได้ แต่ถ้าหากผู้สัมภาษณ์ เสนอเงินเดือน มาสูง หรือต่ำกว่า อัตราที่คุณรู้ คุณก็อย่าพึ่งตอบตกลง คุณอาจจะขอเวลาในการ พิจารณาสัก 3 วัน แล้วค่อยให้คำตอบ เพราะถ้า เกิดคุณตอบตกลงไปแล้ว และคุณมาขอขึ้นทีหลังก็เหมือนกับว่า คุณเป็นคนโลเล ไม่น่าเชื่อถือก็ได้


10. คุณมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม เจอคำถามนี้ก็บ่งบอกว่า การสัมภาษณ์ได้สิ้นสุดลง แต่ในการตอบคำถาม ข้อสุดท้ายนี้ จะตอบอย่างไรดี ที่จะแสดงว่า เราไม่เป็นคนไม่ฉลาดออกมา เช่น คุณอาจถามย้ำ เรื่องเวลาการทำงานก็ได้"ผมอยากทราบเวลา ที่แน่นอน ในการทำงานของผมครับ"หรือคุณอาจจะไม่ต้องการถามอะไรก็ได้ เพราะการ ไม่ได้ถามก็เท่ากับว่า คุณได้ทราบข้อมูล ของบริษัทมากพอแล้ว แต่ถ้าเกิด สงสัยจริง ๆ ก็ควรตั้ง คำถามที่ฟังแล้วดูดี และถูกใจนายจ้างของคุณ ให้มากที่สุดคำถามที่พูดมาข้างต้นนี้ดู


ดูแล้วไม่ยากเลยใช่ไหม สำหรับการเตรียมตัว ในการ สัมภาษณ์ของคุณ แค่คุณมีความพร้อมกับ 10 คำถามเด็ด ๆ นี้ คุณก็สามารถ ชนะใจ กรรมการ ได้แล้ว อย่างน้อยมันคงมีสักคำถามล่ะ ที่ตรงกับการเตรียมตัวของคุณ และสร้าง ความมั่นใจ ในการตอบคำถามของคุณได้ แล้วอย่าลืมนำไป ปฏิบัติดูนะ เพราะสิ่งนี้ เป็นเส้นทาง ที่จะทำให้คุณสามารถได้รับ คัดเลือกเป็นพนักงาน ในบริษัทที่คุณใฝ่ฝัน ได้อย่างภาคภูมิใจ

เคล็ดลับฝ่าวิกฤตหางานให้ได้งาน




วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ในปี 2552 มีการคาดการณ์ว่าอัตราของคนว่างงานจะสูงกว่า 1 ล้านคนและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มถึง 2 ล้านคน ทั้งจากผู้ที่ถูกปลดออกจากงานและบัณฑิตจบใหม่ที่ไม่มีตำแหน่งงานรองรับ เมื่องานดีๆ มีจำนวนจำกัด การสมัครงานอย่างไรให้ได้งานจึงเป็นเรื่องที่หลายคนคิดหนักว่าจะเตรียมตัวอย่างไรให้เป็นที่ต้องการของนายจ้างโดยเฉพาะกับบัณฑิตจบใหม่ที่ต้องเจอศึกหนักในปีนี้
คนส่วนใหญ่ที่สมัครงานแล้วไม่ได้งานก็เพราะไม่รู้จักการเตรียมความพร้อม ไม่ได้มีความรู้จริง จะต้องเตรียมนำเสนอความรู้ความสามารถที่จะทำให้บริษัทมั่นใจที่จะรับเข้าทำงาน เพราะบริษัทย่อมแสวงหาคนที่จะไปช่วยสร้างความเจริญเติบโตมากกว่าจะรับคนที่มีแนวโน้มจะไม่สร้างผลงานเข้าทำงาน ผู้สมัครงานที่อยากจะได้งานก็ต้องมองว่าตนเองสามารถให้อะไรกับองค์กรได้บ้าง
1.รู้จักตนเอง ว่ามีศักยภาพด้านไหน รู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเองเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก การรู้จักตนเองก็ต้องเริ่มจากการที่เราลองไล่ดูว่าเราต้องการอะไร อยากเป็นอะไร คนส่วนใหญ่อาจจะไม่รู้จักตนเองเพราะใกล้ตัวเกินไปจึงไม่ใส่ใจ ลองคิดดูว่าในระหว่างที่เรียนอยู่ในระดับอุดมศึกษาเราเรียนรู้อะไรมากขึ้น จากตอนมัธยมบ้าง นั่นคือการมองย้อนไปดูประสบการณ์ที่เรามี และต้องย้อนกลับมาถามตนเองว่าถ้านายจ้างจะจ้างเรา เรามีอะไรที่เป็นสิ่งที่ดีบ้าง อาจจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ทุกวันนี้ก็มีโปรแกรมมากมายที่จะช่วยทดสอบ วิเคราะห์ความถนัดในแต่ละด้านหรือบุคลิกภาพของคน
2.รู้ความต้องการตลาด ว่าต้องการคนแบบไหน มีอะไรที่เราสามารถไปสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทเหล่านั้นได้บ้าง จากนั้นค่อยกลับมาดูว่าเราสนใจงานด้านไหน เมื่อหางานที่เราชอบได้ความกระตือรือร้นที่จะทำความรู้จักและพิชิตงานนั้นให้ได้ก็จะตามมา เหมือนเวลาเราไปชอบใครสักคนหนึ่ง ก็ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับคนคนนั้นให้มากที่สุดเพื่อที่จะชนะใจเขาให้ได้
3.หาองค์กรที่เหมาะกับเรา เป็นใครก็คงต้องการทำงานอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่และมั่นคง จึงมีแห่คนไปสมัครจำนวนมากทั้งๆ ที่อาจไม่เหมาะกับตนเอง ในตลาดยังมีองค์กรอีกมากมายที่ไม่ได้ต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจึงไม่ได้ต้องการคนที่เก่งที่สุด เพราะการรับคนที่พร้อมจะเติบโตไปกับองค์กรจะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าทั้งกับตัวองค์กรเองและคนทำงาน ในขณะที่คนที่มีความสามารถมากๆ เข้าไปทำงานในองค์กรแบบนี้จะรู้สึกเบื่อหน่ายและเกิดปัญหากับองค์กร
4.เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อก้าวไปสู่การเป็นมืออาชีพจะต้องเรียนรู้การพัฒนาบุคลิกภาพให้น่าสนใจและฝึกตนเองให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ คือ ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักพึ่งพาตนเองและให้ความช่วยเหลือผู้อื่น คุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยทำให้เราก้าวไปสู่การมีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้วิธีการสัมภาษณ์งานรวมไปถึงการเจรจาต่อรองกับผู้ว่าจ้างเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน
5.การนำเสนอข้อมูลส่วนบุคคล การเขียนประวัติส่วนบุคคลอาจหาตัวอย่างได้ทั่วไป แต่ทางที่ดีควรเขียนด้วยตนเองก็ไม่ควรยาวเกินไป ควรเขียนให้สั้นและกระชับจบได้ภายใน 1 หน้า อธิบายเฉพาะเนื้อหาสำคัญ อย่างเช่น ประวัติการศึกษา ประสบการณ์ที่ทำในระหว่างเรียน หรือสิ่งที่เรียนมาเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัครอย่างไร หากพิมพ์ด้วยโปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด การเลือกใช้แบบตัวอักษรก็สามารถบ่งบอกถึงบุคลิกภาพหรือความสามารถของผู้สมัครได้ จึงควรเลือกแบบตัวอักษรให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่สมัครงาน และให้ระวังการใช้แบบตัวอักษรของภาษาไทยในภาษาอังกฤษ เพราะมีระยะบรรทัดไม่เท่ากัน เมื่อเขียนเสร็จตรวจทานระวังอย่าให้มีข้อมูลที่ผิดพลาด อย่างปี พ.ศ.เกิด เพราะอาจแสดงให้เห็นว่าเราไม่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย สุดท้ายอย่างลืมคัดเลือกรูปถ่ายที่ดูดีที่สุดเพราะบุคลิกภาพก็มีส่วนสำคัญในการรับคนเข้าทำงาน


6.กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ถ้าไม่กำหนดเป้าหมายในชีวิตของตนเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเดินไปถึงเป้าหมาย นั่นสิ่งที่หลายคนลืมที่จะวางแผนเส้นทางชีวิตของตนเอง พอเราได้รับการบรรจุงานก็จะคิดว่านายจ้างเป็นคนกำหนดการก้าวไปสู่ตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้น แต่จริงๆ แล้วคือตัวเราเองที่ต้องมองว่างานของเรามีพัฒนาการไปถึงไหน มีประสบการณ์พอแล้วหรือยัง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีระยะเวลาเป็นตัวกำหนด เราต้องวางแผนว่ากี่ปีเราจะก้าวไปสู่ผู้เชี่ยวชาญ มืออาชีพ และก้าวไปสู่ผู้บริหาร เมื่อรู้ระยะทางก็จะถึงจุดหมายเร็ว หากเดินเป็นเส้นตรงก็จะถึงเร็ว แต่ปัญหาของคนคือจะมีสิ่งเร้าเข้ามาทำให้เดินหลงทางจนต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต ถ้าเราวางแผนชีวิตและรู้ศักยภาพตนเองแม้นายจ้างมองไม่เห็นเราก็สามารถเปลี่ยนไปสมัครงานในตำแหน่งที่สูงกว่าได้
7.พัฒนาตนเองอยู่เสมอ เมื่อมีการวางเป้าหมายของชีวิต การพัฒนาตนเองจะทำให้เราก้าวไปสู่จุดที่มุ่งหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นการรู้จักการจูงใจผู้อื่น มีความสามารถในการนำเสนอผลงาน จัดการประชุม การเจรจาต่อรอง และมีวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ รู้ว่าจะจัดการองค์กรอย่างไรให้เจริญเติบโตก้าวหน้า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ทักษะเหล่านี้จะทำให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้บริหารที่ดีในอนาคต
การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง แม้เศรษฐกิจจะตกต่ำ แต่ถ้าสามารถค้นหาตนเองได้เร็ว พัฒนาศักยภาพและรู้จักนำเสนอศักยภาพของตนเอง พร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อก้าวสู่อาชีพที่ต้องการ โอกาสยังเปิดรับให้กับคนที่พร้อมเสมอ
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

sss